เศร้ากลับรังผี! “สมอลลิ่ง” โพสต์อำลาโรม่าสุดซึ้ง

 ลาก่อนกรุงโรม… คริส สมอลลิ่ง ปราการหลังดาวดังชาวอังกฤษ โพสต์อำลา อาแอส โรม่า อย่างสุดซึ้ง หลังจากที่หมดสัญญายืมตัว พร้อมอวยพรให้ทีมโชคดีในการดวลกับ เซบีย่า วันพฤหัสบดีนี้
     คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กร่างยักษ์เลือดผู้ดี โพสต์ข้อความขอบคุณและอำลา อาแอส โรม่า สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ภายหลังจากที่หมดสัญญายืมตัว และต้องกลับไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

     สมอลลิ่ง ย้ายไปเล่นให้กับทัพ "หมาป่าแห่งกรุงโรม" แบบสัญญายืมตัวในฤดูกาลนี้ และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยลงเล่นให้ โรม่า รวมทุกรายการ 37 นัด ทำได้ 3 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ แต่ด้วยการที่สัญญายืมตัวมีอายุแค่จนจบฤดูกาลในศึก กัลโช่ เซเรีย อา เท่านั้น ทำให้เจ้าตัวจำเป็นต้องหวนกลับสู่รัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และไม่ได้ช่วย โรม่า ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่มีคิวดวลกับ เซบีย่า วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมนี้ 

     "ผมรู้สึกเสียใจมาก ที่ผมไม่สามารถอยู่ช่วยทีมที่ผมเริ่มต้นด้วยในฤดูกาลนี้จนจบ การได้รับความรักในช่วงเวลาอันสั้นครั้งนี้ มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก และจะไม่มีวันลืมเลย ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ นักเตะและสต๊าฟฟ์ทุกคน ขอให้โชคดีในการเจอกับ เซบีย่า ดาเย โรม่า!" ปราการหลังร่างใหญ่วัย 30 ปี โพสต์ข้อความลง ทวิตเตอร์ ส่วนตัว
 

 

เผยแมนยูประเคนค่าเหนื่อยให้ซานโช่เท่าไหร่

แมนฯ ยูไนเต็ด จริงจังกับภารกิจล่าตัว เจดอน ซานโช่ จนถึงขั้นยอมให้ค่าเหนื่อยเขา 220,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และเจ้าตัวก็จะได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ด้วย ตามรายงานของ สื่อของอังกฤษ
     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะให้ค่าเหนื่อย เจดอน ซานโช่ ปีกดาวดังของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นเงินจำนวนสัปดาห์ละ 220,000 ปอนด์ (ประมาณ 8.80 ล้านบาท)

    กระแสข่าวระหว่าง ซานโช่ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด รุนแรงขึ้นในพักหลังจนตอนนี้ดูมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่อดีตลูกหม้อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะมาซบ "ปีศาจแดง" โดยก่อนหน้านี้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาที่มีความน่าเชื่อถือสูงเปิดเผยว่าแข้งวัย 20 ปีใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แล้ว พร้อมบอกว่าจะมีการเซ็นสัญญากัน 5 ปี แต่ไม่มีการชี้แจงเรื่องค่าเหนื่อย

    ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเฉพาะค่าเหนื่อยในเบื้องต้น หรือนับรวมค่าโบนัสอื่นๆ ตามผลงานที่ ซานโช่ จะทำได้เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเขาได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 220,000 ปอนด์จริงๆ มันก็จะทำให้เขาเป็นคนที่ได้ค่าเหนื่อยสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หากไม่นับรวม อเล็กซิส ซานเชซ ที่โดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน โดยคนที่จะได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเขาในกรณีที่นับรวมโบนัสต่างๆ เข้าไปด้วยแล้วนั้นมี ดาบิด เด เคอา (375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 15 ล้านบาท), ปอล ปอกบา (290,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 11.60 ล้านบาท) และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 10 ล้านบาท)

    เดอะ ซัน เสริมว่าที่จริงสัญญาของ ซานโช่ จะมีระยะเวลาเบื้องต้น 4 ปี แต่มีอ็อปชั่นที่จะขยายสัญญาไป 1 ปี นอกจากนี้ สื่อเจ้าเดิมยังบอกว่า ซานโช่ จะได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ตามที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้ด้วย

แมนยูสบายๆ!5ประเด็นเด็ดฟุตบอลถ้วยยุโรปคัมแบ็ก

เปิด 5 ประเด็นน่าสนใจฟุตบอลถ้วยยุโรปจะกลับมาเริ่มเตะกันอีกครั้งตั้งแต่วันพุธนี้ อาทิ เชลซี คงต้องพึ่งปาฎิหาริย์ในการผ่านเข้ารอบ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด สบายๆ อาจส่งเด็กลงเล่นหลังถล่มคู่แข่งในนัดแรก
    ฟุตบอลถ้วยยุโรปฤดูกาล 2019/20 ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก เตรียมจะกลับมาดวลแข้งกันอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์นี้ หลังต้องหยุดไปนานถึง 5 เดือน เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    รายการ ยูโรปา ลีก จะเริ่มกลับมาเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง วันพุธที่ 5 สิงหาคมนี้ โดยเล่นที่บ้านของอีกฝ่ายตามโปรแกรมเดิม ยกเว้น 2 คู่ที่ยังไม่ได้เตะนัดแรก คือ อินเตอร์ มิลาน พบ เคตาเฟ่ และ เซบีย่า พบ โรม่า จะไปเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศเยอรมนี แล้วต่อด้วยรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

    ขณะที่ถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้ ก่อนเข้าไปเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่โปรตุเกส

    แน่นอนว่า การแข่งขันในปีนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นเหมือนบอลทัวร์นาเมนต์นัดเดียวจบ และนี่คือ 5 ประเด็นน่าสนใจต้องจับตามองให้ดี

    1. เชลซี ต้องการปาฎิหาริย์

     เชลซี จบฤดูกาล พรีเมียร์ลีก ด้วยการคว้าอันดับ 4 ส่งผลให้คว้าโควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า และได้รองแชมป์ เอฟเอ คัพ หลังแพ้ อาร์เซน่อล ในนัดชิงชนะเลิศ

    ขณะที่ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ เชลซี ยังอยู่ในเส้นทาง แต่คงต้องพึ่งปาฎิหาริย์ เพราะในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ แพ้ บาเยิร์น ถึง 0-3

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีโปรแกรมพา "สิงห์บลูส์" ไปเยือนถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า วันเสาร์ที่ 8 ส.ค.นี้ และต้องเอาชนะ 3 ลูกขึ้นไปถึงจะมีโอกาสเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นงานหนักสุดๆ เพราะ "เสือใต้" ไม่แพ้ใครมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา

    2. เซเตียน จะอยู่หรือไป

    สื่อสเปน รายงานว่า กีเก้ เซเตียน จะได้อยู่คุม บาร์เซโลน่า ต่อไปก็ต่อเมื่อคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้เพียงสถานเดียวเท่านั้น

    เซเตียน เก้าอี้ร้อนหลังเสียท่าพลาดแชมป์ ลา ลีกา ให้กับ เรอัล มาดริด แถมยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับนักเตะในทีมโดยเฉพาะ ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ประจำทีม

    บาร์ซ่า จะลงเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง กับ นาโปลี ที่ คัมป์ นู วันเสาร์ที่ 8 ส.ค.นี้ หลังเกมแรกเสมอกันมา 1-1

    3. ผีสบายๆ อาจส่งสำรองบู๊ลินซ์

    แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ยูโรปา ลีก สดใส หลังเกมแรกในรอบ 16 ทีมสุดท้าย บุกไปอัด แอลเอเอสเค ลินซ์ ถึง 5-0  ก่อนกลับมาเล่นนัดสองที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด วันพุธที่ 5 ส.ค. นี้

    ในการซ้อม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปิดโอกาสให้กลุ่มดาวรุ่งหลายคนทั้ง เอธาน เลียร์ด, เจมส์ การ์เนอร์ และ ทาฮิธ ชอง ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และทั้งหมดอาจมีชื่อเป็นสำรองด้วย

    หาก "ปีศาจแดง" ผ่านเข้ารอบจะไปเจอผู้ชนะระหว่าง อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี) และ เอฟซี โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก) ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผลที่ประเทศเยอรมนี

    4. ไลป์ซิก จะเป็นอย่างไรเมื่อไร้ แวร์เนอร์

    แอร์เบ ไลป์ซิก มีโปรแกรมต้องดวลกับ แอตเลติโก มาดริด ทีมแกร่งจากสเปน ในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวที่โปรตุเกส วันพฤหัสบดีที่ 13 ส.ค.นี้

    ปัญหาใหญ่ที่ ไลป์ซิก ต้องเผชิญคือเวลานี้ไม่มี ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าตัวเก่ง ที่ชิ่งหนีไปอยู่กับ เชลซี เรียบร้อย หลังไม่ยอมอยู่ช่วยทีมในเกมยุโรป

    แวร์เนอร์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ ไลป์ซิก เข้ามาถึงรอบนี้ หลังทำไป 4 ประตู และ 2 แอสซิสต์ รวมทั้งทำประตูให้ทีมในเกมเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

    5. เปแอสเช ลุ้น เอ็มบั๊ปเป้

    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนสำคัญของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงฟิตไม่ทันเวลาช่วยทีมในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ กับ อตาลันต้า ที่ลิสบอน วันพุธที่ 12 ส.ค.นี้

    เอ็มบัปเป้ ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าขวาจากเกม เฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่ เปแอสเช เชือด แซงต์-เอเตียน 1-0  เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา และต้องพักราว 3 สัปดาห์

    หาก เปแอสเช เดินหน้าเข้ารอบรองชนะเลิศ ก็ยังพอมีโอกาสที่ เอ็มบั๊ปเป้ จะหายทันกลับมาช่วยทีม

แฉ! “ชิลเวลล์” อาจเป็นกองหลังแพงสุดในโลกหากซบเชลซี

สื่อผู้ดี ตีข่าว เชลซี อาจจะต้องควักกระเป๋าจำนวนมหาศาลในการกระชากตัว เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มฮอต มาร่วมทีม เพราะ เลสเตอร์ แจ้งกับ "สิงห์บูลส์" ไปแล้วถ้าอยากได้นักเตะจริงๆ ต้องกล้าจ่ายหนัก เนื่องจากดาวเตะเลือดผู้ดี มีมูลค่าสูงกว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์
               "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะต้องควักกระเป๋าเป็นสถิติโลกหากต้องการคว้าตัว เบน ชิลเวลล์ ฟูลแบ็กฟอร์มร้อนแรงของ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ จากการเปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำในเมืองผู้ดี

              แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ แสดงความต้องการอย่างแรงกล้าที่อยากจะได้ตัว แบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษจาก "เดอะ ฟ็อกซ์" มาเสริมแกร่งเพื่อไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลหน้า อย่างไรก็ตาม เลสเตอร์ ได้แจ้งไปยัง "สิงห์บูลส์" แล้วว่าหากอยากได้ ชิลเวลล์ คงต้องจ่ายเงินมหาศาล เพราะนักเตะมีมูลค่าสูงกว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ อดีตเซนเตอร์แบ็กของทีม

              สำหรับ แม็กไกวร์ วัย 27 ปี กลายเป็นกองหลังที่แพงที่สุดในโลกเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากที่เขาย้ายออกจากถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท)

              ฉะนั้นหาก เชลซี อยากได้ ฟูลแบ็กวัย 23 ปีซึ่งอยู่กับ เลสเตอร์ มาตั้งแต่อายุ 12 ปีและผ่านการติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว 11 เกม ไปร่วมทีม พวกเขาต้องจ่ายเงินค่าตัวสูงมากๆ ขณะที่นักเตะก็ดูเหมือนอยากจะอำลาต้นสังกัดเพื่อไปเล่นให้เชลซี ซึ่งเขามองว่าน่าจะมีอนาคตสดใสรออยู่

ไม่โทษใคร! “แลมพาร์ด” รับเชลซีไม่ดีพอเอง

 แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ "สิงห์บลูส์" ไม่ดีพอจริงๆ หลังพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงฯ พร้อมจวกลูกทีมที่ไม่ยอมสานต่อฟอร์มดีๆ ในช่วงต้นเกม

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เผยว่า ทีมตนเล่นกันไม่ได้เรื่องเอง หลังจากที่ทัพ "สิงห์บลูส์" พลิกพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     เชลซี ทำท่าว่าจะไปได้สวย หลังออกสตาร์ทได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมอยอง

     จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำ จากลูกยิงสุดเหนือชั้นของ โอบาเมยอง เจ้าเก่า และสถานการณ์ของ "สิงห์บลูส์" ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

         "เราทำได้ดีช่วง 15 นาทีแรก ซึ่งเราทำประตูได้ และสร้างโอกาสได้เพียบ แต่เราคงทำได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมสานต่อ เกม เอฟเอ คัพ นัดชิงฯ มันไม่ใช่เกมที่เราจะมาเดินเล่น เราปล่อยให้พวกเขากลับมาสู่เกม ซึ่งเมื่อคุณทำแบบนี้ มันก็ยากที่คุณจะกลับมาสู่เกม เราเล่นกันไม่ดีพอที่จะคว้าชัยชนะในเกมรอบชิงฯ ครั้งนี้" กุนซือวัย 42 ปี เปิดใจหลังเกม

ใครจะอกหัก?! ส่องเงื่อนไขนัดสุดท้ายศึกชิงท็อปโฟร์ของ “ผี, สิงห์, จิ้งจอก”

เข้าสู่โปรแกรมนัดสุดท้ายอย่างเป็นทางการ สำหรับศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 ที่ตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์ถูกการันตีไปก่อนหน้านี้แล้วแรมเดือนว่าตกเป็นของ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามลำดับ

ล่าสุด เมื่อคืนนี้ ในนัดที่ 37 ของซีซั่น จากผลงานที่ทัพหงส์แดงเปิดบ้านอัดเชลซี 5-3 ก่อนชูถ้วยฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกไปอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้สถานการณ์ลุ้นท็อปโฟร์ของ 3 ทีม อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องอีรุงตุงนัง ลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้าย

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 3 มี 63 คะแนน ผลต่างประตู +28, อันดับ 4 เชลซี มี 63 คะแนน ผลต่างประตู +13 และ เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ที่ 5 มี 62 คะแนน ผลต่างประตู +28 โดยนัดปิดซีซั่นราวกับถูกเขียนบทไว้ล่วงหน้า เมื่อ จิ้งจอกสยาม มีโปรแกรมต้องเปิดบ้านดวลกับ ปีศาจแดง ด้วยนั่นเอง

ส่วนทางด้าน เชลซี มีคิวเฝ้ารังพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ทีมอันดับ 6 ที่ก็ต้องการชัยชนะเพื่อการันตีการจบท็อปซิกซ์เช่นกัน ทำให้ไม่ใช่งานง่ายแน่นอนสำหรับพลพรรคสิงห์บลูส์

และนี่คือ เงื่อนไขตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้ ในนัดสุดท้ายวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้

– แมนฯ ยูฯ
ถ้าชนะ การันตีอันดับ 3 ทันที
ถ้าเสมอ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าแพ้ ต้องลุ้นให้ เชลซี แพ้ วูล์ฟส์ ด้วยเช่นกัน

– เชลซี
ถ้าชนะ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าเสมอ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าแพ้ ต้องลุ้นให้ แมนฯ ยูฯ ชนะ เลสเตอร์ ให้ได้

– เลสเตอร์ ซิตี้
ถ้าชนะ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าเสมอ ต้องลุ้นให้ เชลซี แพ้ วูล์ฟส์ สถานเดียว
ถ้าแพ้ จะได้อันดับ 5

จบที่3น่ะครับ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้แฟนบอลได้มีความสุขในวันสุดท้ายของเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อพวกเขาบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ถึงถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ทีมทำแต้มขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และคว้าโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
    นอกจากจะได้ตํ๋วกลับไปโม่เกือกในถ้วยใบโตยุโรปแล้ว สาวก "เร้ด อาร์มี่" ยังต้องดีใจจนน้ำตาหลั่งรินกับการที่พวกเขาได้เห็น เจสซี่ ลินการ์ด ซัดประตูแรกในลีกได้ซะทีหลังจากทำไม่ได้มานาน ในขณะเดียวกัน "ผีแดง" ยังสร้างสถิติที่น่าสนใจก็คือการเป็นแชมป์จุดโทษ เมื่อได้จุดโทษถึง 14 ครั้งในซีซั่นนี้

    หลังจบฤดูกาลนี้แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโปรแกรมลุยยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่กระนั้นการบ้านที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องขบคิดก็คือการเสริมทัพ เพราะแมตช์นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหาผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงมาช่วยทีม ไม่งั้นอาจไม่สามารถยืนระยะในการฟาดฟันกับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

1.  บรูโน่ เล่นไม่ออกบอกไม่ถูก
    เพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีส เป็นหนึ่งในนักเตะของแมนเชสเตอร์ ไนเต็ด ที่โชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่สุดๆ ในแมตช์นี้ ทั้งๆ ที่นักเตะทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาตลอดนับตั้งแต่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาสวมเสื้อ "ปีศาจแดง" เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 


 

    สำหรับในแมตช์นี้ต้องยอมรับว่า แฟร์นันด์ส มีอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญนักเตะจ่ายผิดพลาดให้เห็นบ่อยครั้ง แทบไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้เลย และไม่มีจังหวะทีเด็ดในการผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย ทำให้เกมบุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำอะไรเกมรับ เลสเตอร์ ไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม แฟร์นันด์ส ยังมีลายเสือเพราะนักเตะเป็นคนจ่ายให้ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปในเขตโทษก่อนจะโดนทำฟาวล์ และก็เป็น จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ที่ขันอาสาสังหารจังหวะนี้ไม่เหลือซาก ต้องบอกว่านี่คือประตูจุดประกายสู่โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างแท้จริง
 

2. สามประสานเงียบเหลือเกิน
    ก่อนหน้านี้หากแนวรับคู่แข่งได้ยินชื่อ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู้ด คงได้ขยาดเพราะความเร็วของพวกเขา สามารถฉีกกองหลังได้เป็นชิ้นๆ แต่สำหรับแมตช์นี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่สาวก "เร้ด อาร์มี่" คาดหวังเอาไว้ เพราะพวกเขาเล่นไม่ออกจริงๆ

 


 

    แรชฟอร์ด มีโอกาสเปิดบอลงามๆ ให้ กรีนวู้ด หลุดเข้าไปโหม่งในเขตโทษแต่ข้ามคาน ขณะเดียวกันในช่วงท้ายครึ่งแรกนักเตะได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ส่วน "ไม้เขียว" บทบาทเกมรุกน้อย จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

    ในขณะที่ มาร์กซิยาล ไม่ค่อยได้โชว์ฟอร์มอะไรมากนัก แต่ก็สามารถกดดันแนวรับของ "เดอะ ฟ็อกซ์" ได้ทุกครั้งที่ได้ครองบอลโดยช่วงท้ายครึ่งแรกมีโอกาสยิงแฉลบเกือบเข้าประตู ส่วนครึ่งหลังความแข็งแกร่งและความเร็วของเขานำไปสู่การได้จุดโทษ

 

3. ผมชื่อลินการ์ด จำเอาไว้ !!!
    เชื่อว่าแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนต้องถอนหายใจเมื่อเห็น เจสซี่ ลินการ์ด ลงสนาม กรีนวู้ด ในนาทีที่ 77 เพราะตลอดทั้งฤดูกาลนี้นักเตะไม่ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมจะโดดเด่นในเรื่องการโชว์ลีลาในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า

    แม้นักเตะจะถูกค่อนขอดมาตลอดก็ตาม แต่เขาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง และไม่เคยหวาดหวั่นที่จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์ จนในที่สุด โซลชา ยังคงให้โอกาสเขาสำหรับแมตช์สุดท้ายในฤดูกาลนี้ และ ดาวเตะชาวอังกฤษ วัย 27 ปีไม่ปล่อยโอกาสทองครั้งนี้หลุดลอย เมื่อซัดประตูตอกฝาโลงให้ทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 


 

    จะว่าไปแล้วต้องยอมรับว่า ลินการ์ด มีดวงเหมือนกัน เพราะในจังหวะนั้นหลายคนคงอยากจะถาม แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูชาวเดนมาร์ก ว่าคิดอะไรอยู่ถึงกล้าหาญในการพยายามเลี้ยงบอลหลบ ลินการ์ด จนสุดท้ายโดนฉกบอลเข้าไปยิงประตู

    สำหรับประตูทองของ ลินการ์ด ถือเป็นการสิ้นสุดการยิงประตูในลีกไม่ได้มานาน 583 วันซะที ที่สำคัญประตูนี้ยังทำให้นักเสี่ยงโชคบางคนต้องชวดเงินกินขนม เพราะดันทะลึ่งแทง ลินการ์ด ไม่สามารถยิงประตูหรือแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้
 

4. เจ้าพ่อจุดโทษ !!!
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีเกมบุกรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ด้วยการที่พวกเขามีผู้เล่นเกมรุกที่เต็มไปด้วยสปีดเร็วกว่านรก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาสามารถเรียกจุดโทษจากคู่แข่งได้มากมายขนาดนี้

    ในแมตช์ล่าสุดที่เยือนถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นอีกเกมที่ลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง และใช้ความเร็วเข้าไปกดดันแนวรับเลสเตอร์ จนต้องเสียท่าให้กับ มาร์กซิยาล

 

   
    สำหรับจุดโทษในเกมนี้กลายเป็นจุดโทษครั้งที่ 14 ในเกมลีกฤดูกาล 2019/2020 และทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ได้จุดโทษมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก กระนั้นในจำนวน 14 จุดโทษทัพ "ปีศาจแดง" ซัดเข้าไป 10 ประตู พลาด 4 ลูก

    อย่างไรก็ตามหากมองแบบเป็นกลางการได้จุดโทษเยอะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเล่นเกมรุกที่น่ากลัวของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะการเจาะเข้าไปทำประตูในกรอบเขตโทษ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นจุดที่อันตรายของพวกเขาในการก้าวขึ้นมาท้าทาย ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

5. แมนฯ ยูฯ คืนสู่แชมเปี้ยส์ ลีก
    หากมีใครบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะติดท็อปโฟร์ หรือถึงขนาดจบฤดูกาลในอันดับ 3 ช่วงประมาณต้นปี 2020 คงต้องโดนหัวเราะเยาะแน่นอน เพราะฟอร์มการเล่นของ "เร้ด เดวิลส์" ในเวลานั้นบอกแบบตรงๆ ว่าไร้อนาคตสิ้นดี และ สามารถแพ้ได้ทุกทีม

    จะว่าไปแล้วการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นของ โซลชา ให้สมบูรณ์แบบ กอปรกับช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องล็อกดาวน์ ทำให้นักเตะสำคัญอย่าง แรชฟอร์ด และ ปอล ป็อกบา ได้มีเวลาพักรักษาตัวจนกระทั่งร่างกายฟิตสมบูรณ์ และนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ดุดันหลังจากเกมลีกรีสตาร์ท

 

    อย่างไรก็ตาม "น้าลูกอม" มีการบ้านเยอะมากหลังจากนี้ เพราะเขาต้องเสริมทัพเป็นการด่วน เนื่องจากขุมกำลังสำรองที่จะลงมาแทนนักเตะตัวหลัก ยังมีศักยภาพไม่ถึง ยิ่งในซีซั่นหน้าทีมมีโปรแกรมหนักทั้งฟุตบอลในประเทศ และแชมเปี้ยนส์ ลีก หากยังใช้นักเตะชุดนี้คงยากจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

    กระนั้นในตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ควรมีความสุขกับการได้เห็นทีมรักกลับไปโม่เกือกในโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" อีกครั้ง

อดีตแมวมองผีเซ็งบอร์ดไม่เชื่อรายงานอดพูลิซิช

ฮอร์เค่ อัลวิอัล เครือข่ายแมวมอง แมนฯ ยูไนเต็ด อดเสียดายแทนสโมสรเก่าไม่หาย ที่เมินรายงานของเขาเรื่องแนะนำซื้อ คริสเตียน พูลิซิช ปีกดาวรุ่งซึ่งขณะนั้นค้าแข้งกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนกลายเป็นว่า เชลซี ปาดหน้าซิวไปด้วยค่าหัว 53 ล้านปอนด์แล้วฟอร์มกำลังร้อนแรง

 ผลงานซีซั่นแรกของดาวเตะมะกันฐานะ ‘สิงห์บลูส์’ ลงสนาม 33 นัดทุกรายการทำไป 10 ประตูและสิบแอสซิสต์ ลุ้นเพิ่มเรคคอร์ดอีกนัดชิงฯ เอฟเอ คัพ ดวล อาร์เซน่อล ( 8 ส.ค.)

 ทั้งนี้ อัลวิอัล ยังเคือง ‘ปีศาจแดง’ ไม่หายเพราะอุตส่าห์แนะนำของดีไป แต่กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนจนปล่อยเพชรหลุดมือ

 "ผมยังเก็บวิดีโอตอนเขาอายุ 13 ที่พ่อหมอนั่นให้ไว้อยู่เลย กระทั่งส่งต่อไป เชลซี" อดีตแมวมอง แมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวกับ ‘แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์’

"ก็มีโอกาสได้เปิดดูมันหลังจากวันนั้น เห็นว่าสิ่งที่ คริสเตียน ทำไว้เมื่อก่อนมันช่างเหมือนกับในปัจจุบันเลย มันคือการเล่นคุณภาพระดับสูงซึ่งพัฒนาขึ้นไปอีก เด่นกว่าชาวบ้านแต่ไหนแต่ไร"

 "ก็ทราบว่าเจ้าตัวพัฒนาขึ้นอีกหลายด้านที่ ดอร์ทมุนด์ เชื่อว่าจากนี้คือรอเวลาแจ้งเกิดฐานะซูเปอร์สตาร์ เพราะเด็กมันมีของจริงๆ"

 "ผมเชื่อมั่นฝีเท้าหมอนั่น ก็ติดตามใกล้ชิดตลอดถามไถ่ไปยังคุณพ่อของเขา บอกไปว่าเชียร์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้ว"

 "พยายามเขียนรายงานไปหลายครั้ง แต่ผลตอบรับเหมือนเดิมคงเพราะเราเป็นเครือข่ายแมวมองจากทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนตัวนักเตะเล่นที่เยอรมัน เอาจริงๆเรามีรายชื่อกลุ่มนักเตะเจ๋งๆเพียบคัดเป็นหัวกะทิร่วมกับ อัลฟงโซ่ เดวิส (ของ บาเยิร์น)"

 "เชียร์เช้า เชียร์เย็นให้เซ็นสัญญา พูลิซิช ขณะเดียวกันก็ทราบว่าเครือข่ายแมวมองสายเยอรมันก็ส่งรายงานด้วย"

 "มันไม่ใช่กรณีว่าให้จับตาเด็กคนนี้ แต่มันจริงจังว่าต้องเซ็นหมอนั่นให้ได้"

 แมนฯ ยูไนเต็ด ยุครับรายงานเรื่อง พูลิซิช น่าจะเป็นอดีตผจก.ทีม โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งไม่ปลื้มปั้นเด็กเป็นทุนเดิม

“วู้ดเวิร์ด” เตรียมคุยเอเจนต์คว้าแนวรับลีลล์เสริม

สื่อเมืองน้ำหอมตีข่าว เอ็ด วู้ดเวิร์ด ผู้บริหารคนดังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมพูดคุยกับเอเจนต์ของ กาเบรียล แนวรับเนื้อหอมจากลีลล์ โดยหลังจะกระชากตัวมาเสริมเกมรับให้แข็งแกร่ง โดยงานนี้ต้นสังกัดนักเตะขอค่าตัวอย่างน้อย 27 ล้านปอนด์ ถึงจะยอมปล่อยออกจากทีม
    เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมเปิดการเจรจากับเอเจนต์ของ กาเบรียล เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิเลียนจาก ลีลล์ สโมสรดังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส เพื่อคว้าตัวมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการเปิดเผยของ "อาร์เอ็มซี สปอร์ต" สื่อดังในเมืองน้ำหอม

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา พยายามที่จะเซ็นสัญญากับเซนเตอร์แบ็กที่สามารถเล่นเท้าซ้ายได้ โดยในเวลานี้แนวรับทัพ "ปีศาจแดง" ทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ถนัดแต่เท้าขวามเท่านั้น ซึ่งในบางครั้งมักทำให้ทีมต้องประสบปัญหา

    ด้วยเหตุนี้ "น้าลูกอม" จึงอยากได้แนวรับมาเพิ่มอีกซัก 1 คนโดยตอนแรกพวกเขาสนใจอยากได้ตัว  นาธาน อาเก้ กองหลังจากบอร์นมัธ แต่สุดท้ายโดน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระชากตัวไปร่วมสังกัดด้วยค่าตัวจำนวน 41 ล้านปอนด์ (ราว 1,558 ล้านบาท)

 


 

    สำหรับตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด เบนเข็มไปเล็ง กาเบรียล ซึ่งทำให้ผลงานได้อย่างโดดเด่นกับลีลล์ และได้รับความสนใจจาก "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ด้วย อย่างไรก็ตามโอกาสที่ "ผีแดง" จะคว้าตัวไปร่วมทัพมีค่อนข้างสูง หลังมีรายงานว่าเอเจนต์ของนักเตะเดินทางมาที่อังกฤษแล้ว

    "เอเจนต์ของ#กาเบรียล ได้เดินทางมาพบกับผู้บริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงประเทศอังกฤษแล้ว สำหรับช่วงเวลานี้ยังไม่มีข้อเสนอจริงจังที่ลีลล์ แต่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เอฟเวอร์ตัน และโดยเฉพาะทีมจากเมืองเนเปิ้ลส์ ก็สนใจด้วย มี 4 สโมสรที่ยื่นเรื่องเข้ามา นักเตะ/เอเจนต์กำลังไตร่ตรองเรื่องนี้" โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของ อาร์เอ็มซี สปอร์ต ระบุ

    ทั้งนี้ ลีลล์ พร้อมที่จะปล่อย กาเบรียล ออกไปเช่นกันแต่ต้องได้ค่าตัวอย่างน้อย 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) โดยนักเตะต้องบอกว่าเหมาะกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้เล่นที่ถนัดเท้าซ้าย และยังมักจะขึ้นไปช่วยเติมเกมรุกได้ดี โดยนอกจาก เอฟเวอร์ตัน กับ แมนฯ ยูฯ แล้ว ยังมี นาโปลี และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่พยายามล่าตัวด้วยเช่นกัน

เป๊ปชี้ชัดๆ แมนซิตี้ชวดแชมป์เพราะด้อยกว่าลิเวอร์พูลตรงไหน?

โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ ระบุ จุดแตกต่างอย่างมากระหว่างทีมของตนกับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้คืออีกฝ่ายมีความมุ่งมั่นในการเล่นเกมลีกที่สูงมากๆ ชี้ ที่จริงแนวทางการเล่นมันไม่ได้แย่เลย
    โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับว่าฤดูกาลนี้ทีมของตนไม่ได้ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยความมุ่งมั่นมากเท่าที่ควร ซึ่งต่างกับ ลิเวอร์พูล อย่างมาก

    2 ฤดูกาลก่อน แมนฯ ซิตี้ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนได้แชมป์ลีกไปครองทั้ง 2 หน รวมถึงเก็บคะแนนรวมได้ 198 คะแนน อย่างไรก็ตาม ซีซั่นนี้พวกเขาทำแต้มหล่นเองหลายนัด สวนทางกับ ลิเวอร์พูล ที่เล่นในลีกได้ดุดันตลอดทั้งซีซั่น จนทำให้ "หงส์แดง" ได้แชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    กวาร์ดิโอล่า เผยว่า "ผมคิดว่าฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และผมก็อยากจะแสดงความยินดีกับพวกเขา เราไม่มีความคงเส้นคงวาเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนๆ ที่เราเล่นเหมือนเครื่องจักรได้ในทุกวัน ซีซั่นนี้เราแพ้หลายเกม และเมื่อคุณแพ้หลายนัดในการลุ้นแชมป์แข่งกับคู่ต่อสู้แบบนี้แล้วน่ะ มันก็เป็นไปไม่ได้เลย (ที่จะได้แชมป์) แต่ที่จริงถ้าดูเฉพาะแนวทางการเล่นก็ถือว่าเราทำได้ดีแล้ว ผมไม่นึกเสียใจกับแนวทางการเล่นที่เราทำได้เลย"

    "ลิเวอร์พูล ลงเล่นทุกนัดจนเหมือนกับว่ามันเป็นเกมสุดท้ายของพวกเขา ในขณะที่เราไม่ได้ลงเล่นด้วยความมุ่งมั่นแบบว่า -ถ้าเราไม่ชนะเกมนี้แล้วล่ะก็ เราก็จะเสียแชมป์ลีก- พวกเขา (ลิเวอร์พูล) ลงเล่นทุกเกมในสภาพที่เหมือนกับว่าพวกเขาไม่สามารถแพ้ได้แม้กระทั่งเกมเดียว ส่วนเราไม่ได้ทำอย่างนั้น"